|
โรงเรียนสาธิตปฐมวัย จัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ การสอนแบบโครงการและการสอนแบบภาษาธรรมชาติ การสอนแบบโครงการ (Project Approach) หลักการ โครงการ คือการสืบค้นหาข้อมูลอย่างลึกตามหัวเรื่องที่เด็ก สนใจควรแก่การเรียนรู้โดยปกติการสืบค้นจะทำโดยเด็กกลุ่มเล็ก ๆ ที่อยู่ในชั้นเรียน หรือเด็กทั้งชั้นร่วมกันหรือบาง โอกาสอาจเป็นเพียงเด็กคนใดคนหนึ่งเท่านั้น จุดเด่นของ โครงการคือความพยายามที่จะค้นหาคำตอบจากคำถาม ที่เกี่ยวกับหัวเรื่อง ไม่ว่าคำถามนั้นจะมาจากเด็ก จากครูหรือ จากเด็กและครูร่วมกันก็ตาม จุดประสงค์ของโครงการ คือการเรียนรู้เกี่ยวกับหัวเรื่อง มากกว่าการเสาะแสวงหาคำตอบ ถูกต้องเพื่อตอบคำถามที่ครูเป็นผู้ถามกระบวนการ แบ่งได้ 5 ขั้นตอน 1. การอภิปรายกลุ่มในงานโครงการครูสามารถแนะนำการเรียนรู้ให้เด็ก และช่วยให้เด็กแต่ละคนมีโอกาสแลกเปลี่ยน สิ่งที่ตนกำกับเพื่อน 2. การศึกษานอกสถานที่ สำหรับเด็กปฐมวัยไม่จำเป็นต้องเสียเงินเป็นจำนวนมาก เพื่อพาเด็กไปยังสถานที่ไกล ๆ ประสบการณ์ในระยะแรกครูอาจพาไปทัศนศึกษานอกห้องเรียนเรียนรู้สิ่งก่อสร้างต่าง ๆที่อยู่รอบบริเวณโรงเรียน เช่น ร้านค้าถนนหนทางป้ายสัญญาณ งานบริการต่างๆ ฯลฯจะช่วยให้เด็กเข้าโลกที่แวดล้อมมีโอกาสพบปะกับ บุคคลที่มี ความรู้เชี่ยวชาญในหัวเรื่องที่เด็กสนใจ ซึ่งถือเป็นประสบการณ์เรียนรู้ขั้นแรกของงานศึกษาค้นคว้า 3. การนำเสนอประสบการณ์เดิมเด็กสามารถที่จะทบทวนประสบการณ์เดิมในหัวเรื่องที่ตนสนใจมีการอภิปรายแสดง ความคิดเห็นในประสบการณ์ที่เหมือนหรือแตกต่างกับเพื่อน รวมทั้งแสดงคำถาม ที่ต้องการสืบค้นในหัวเรื่องนั้น 4. การสืบค้น งานโครงการเปิดกว้างให้ใช้แหล่งค้นคว้าข้อมูลอย่างหลากหลายตาม หัวเรื่องที่สนใจ 5. การจัดแสดง การจัดแสดงทำได้หลายรูปแบบ อาจใช้ฝาผนังหรือป้ายจัดแสดงงานของเด็ก เป็นการแลกเปลี่ยน ความคิด ความรู้ที่ได้จากการสืบค้นแก่เพื่อนในชั้น ระยะดำเนินโครงการ ระยะที่ 1 ระยะทบทวนความรู้ความสนใจของเด็ก 1.เลือกหัวเรื่องที่เกี่ยวกับประสบการณ์ที่เด็กมีอยู่ทุกวัน 2.ทักษะพื้นฐานทางการรู้หนังสือและจำนวน ควรถูกบูรณาการอยู่ในหัวเรื่องที่ทำโครงการ รวมทั้งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษา 3.หัวเรื่องที่เลือกควรใช้เวลาทำโครงการได้อย่างน้อย 1 สัปดาห์และเหมาะที่จะทำการ สำรวจ ค้นคว้า ระยะที่ 2 ให้โอกาสเด็กค้นคว้ และมีประสบการณ์ใหม่เป็นงานในภาคสนามประกอบด้วยการสืบ ค้นตาม แหล่งข้อมูล ต่าง ๆ ระยะนี้ถือเป็น หัวใจของโครงการ ระยะที่ 3 ประเมิน สะท้อนกลับ และแลกเปลี่ยนโครงการ เป็นระยะสรุปเหตุการณ์ รวมถึงการเตรียมการเสนอ รายงานและผลที่ได้ในรูปของการจัดแสดง การค้นพบ และ จัดทำสิ่งต่าง ๆ สนทนา เล่นบทบาทสมมติ หรือจัดนำ ชมสิ่งที่ได้จากการก่อสร้างครูจะจัดให้เด็กได้แลกเปลี่ยน สิ่งที่ตนเรียนรู้กับผู้อื่น (Whole Language Approach) (การสอนภาษาแบบธรรมชาติ) แนวการสอนภาษาแบบ ธรรมชาติตั้งอยู่บนแนวคิดดัง (Moss and Noden,eds.,1994) 1.ภาษาของเด็กเป็นพื้นฐานในการสอนภาษาให้แก่เด็ก 2.ภาษาที่สอนเป็นภาษาที่ใช้สำหรับการสื่อสาร 3.หัวใจของภาษา คือ ความหมาย 4.การอ่าน เขียน พูด และฟัง เป็นสิ่งที่ต้องสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน 5.การเขียนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการรู้หนังสือ 6.กิจกรรมการเรียนรู้เพื่อการรู้หนังสือจะต้องเป็นกิจกรรมที่มีความหมายจริงๆ แนวคิดของกูดแมน (Goodman อ้างถึงใน หรรษา นิลวิเชียร และพรรณรัศมิ์ เง่า ธรรมสาร, 2534) กล่าวถึงการ สอน ภาษาธรรมชาติ ดังนี้ 1.ภาษาที่ใช้สอนต้องมีความหมายที่สมบูรณ์ ( Bolton, Poollock, Scarffe and Snowbll, 1991; Kucer, 1991) มีใจความครบถ้วนและในความสัมพันธ์ของการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน 2.เนื้อหาในการเรียนภาษาสำหรับเด็ก คือ ประสบการณ์ที่เด็กได้ฝึกกระบวนการคิดในการ ใช้ภาษาอย่างมีจุดมุ่งหมาย ในสถานการณ์ที่หลากหลาย ( Bolton, Green, Poollock, Scarffe and Snowbll, 1991; Daniel ,1988 ) กิจกรรมภาษา ควรเริ่มจากภาษาพูดเพื่อ ให้เด็กเข้าใจความหมายก่อนที่จะใช้ภาษาเขียน ( บุษบง ตันติวงศ์ , 2538 ) 3.การเรียนภาษาสามารถเรียนได้จากการใช้ภาษาในการเรียนทุกวิชา 4.การสอนภาษาควรให้ความสำคัญกับกิจกรรมภาษาที่เด็กริเริ่มขึ้นเอง ( Shapiro and Doiro n, 1987; Morrow, 1989 ) 5.การสอนภาษาต้องอยู่บนพื้นฐานของการทำกิจกรรมภาษาร่วมกันระหว่างครูกับเด็กโดยครูควร มองข้อผิดพลาดของ เด็กว่า คือ ส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ และสนับสนุนให้เด็กกล้า พูด กล้าทำ เพื่อจะได้เรียนรู้เพิ่มขึ้น ( Shapiro and Doiron, 1987) หลักการในการอ่านและเขียน ตามแนวการสอนภาษาแบบธรรมชาติของสตริคแลนด์และ มอร์โรว์ กล่าวว่า 1.เด็กสามารถอ่านและเขียนอย่างมีความหมาย โดยการใช้ประสบการณ์เดิมที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะแนะนำ แนวคิดใหม่ ๆ 2.เด็กเริ่มอ่านและเขียนอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อเด็กได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีภาษาเขียน เช่น สลาก ป้ายคำ แนะนำต่าง ๆ ฯลฯ และเห็นแบบอย่างการอ่านและการเขียนของผู้ใหญ่ 3.เด็กเรียนรู้การอ่านได้ดีที่สุด เมื่อพบว่าการอ่านมีประโยชน์และมีความหมายต่อตัวเด็กเอง 4.เด็กสามารถใช้รูปแบบภาษาเขียนที่สมบูรณ์ เมื่อเด็กได้มีโอกาสใช้ภาษาใน สถานการณ์ที่ หลากหลาย และจะต้องได้ ฟังการอ่าน โครงกลอน คำคล้องจอง นิทาน ฯลฯ จากแนวคิดและหลักการที่เกี่ยว กับการ สอนภาษาแบบธรรมชาติ สรุปได้ว่า เด็กเรียนรู้ภาษาได้ด้วยตนเองตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ภาษา อย่างมีความสมบูรณ์จากประสบการณ์จริงในสิ่งแวดล้อมและการได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเด็กจะสะสมประสบ การณ์ทางภาษาไว้เป็นข้อมูลสำหรับใช้ต่อไปศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็ก ปฐมวัย ความหมายของศูนย์การเรียนรู้ การเรียนรู้มิได้หมายถึงการรับรู้ข้อมูลแต่การเรียนรู้คือ การเปลี่ยน แปลงพฤติกรรมของบุคคลที่หมายถึงการเปลี่ยนแปลง ศักยภาพของพฤติกรรมอย่างถาวรโดย เป็นผลมา จากประสบการณ์ที่ได้รับและประสบการณ์นั้นเป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยน พฤติกรรม ลักษณะองค์ประกอบ ของศูนย์การเรียนรู้ ศูนย์หรือมุมการเรียนรู้เป็นแหล่งรวมอุปกรณ์ของเล่นสำหรับเด็กที่เป็นพวกเดียวกันใช้ ประโยชน์อย่างเดียวกันเป็น หมวดหมู่พร้อมให้เด็กใช้เล่นได้ตามความสนใจอย่างอิสระการกำหนดชื่อศูนย์ หรือมุมการเรียนรู้จะเน้นตามชื่อของ อุปกรณ์สิ่งของที่จัดไว้ในศูนย์หรือมุมการเรียนรู้นั้น ได้แก่ มุมหนังสือ เป็นแหล่งรวมหนังสือสำหรับเด็กประเภทต่าง ๆ คล้ายห้องสมุดย่อย มุมไม้บล็อค เป็นแหล่งรวมไม้บล็อก ตัวต่อ ลัง ที่เด็กสามารถนำไปต่อเล่นสนุกหรือต่อเล่นเป็นบ้านสมมติ เป็นต้น มุมบ้านบทบาทสมมติเป็น แหล่งรวมอุปกรณ์ เครื่องเรือน เครื่องครัว เสื้อผ้า เด็กสามารถใช้มุม บ้านเล่นสมมติหรือ ติ๊งต่างเป็นบุคคล ในครอบครัว มุมวิทยาศาสตร์เป็นแหล่งรวมสัตว์ พืช เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ สำหรับเด็ก เช่น แว่นขยาย ตะแกรงจับแมลง เป็นต้น มุมดนตรีปกติมักจะแยกเป็นเอกเทศเพราะเวลาเล่นเสียงจะรบกวนมุม อื่น ๆ ถ้าอยู่ห้องเดียวกัน อุปกรณ์ในมุมจะเป็นเครื่องดนตรี เคาะ ดีด สี ตี เป่า ที่เด็กเรียนได้อย่างอิสระ มุม ศิลปะเป็นที่สำหรับทำกิจกรรมศิลปะ มีอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น สี พู่กัน ดินน้ำมัน ฯลฯ มุมคณิตศาสตร์ ได้แก่ ตัว เลขการชั่ง การวัด เกมการศึกษาต่าง ๆ การเรียกชื่อศูนย์หรือมุมการเรียนรู้นอกจากจะเรียกชื่อตามชุดอุป กรณ์แล้วเราสามารถตั้งชื่อมุมตามจุดประสงค์ของการใช้ประโยชน์เพื่อการเรียนรู้ได้ เช่น มุมภาษา มุมศิลปะ มุมสื่อสาร มุมการเคลื่อนไหว เป็นต้น บทบาทของครูในการใช้ศูนย์การเรียนรู้ ครูจะเป็นผู้จัด ผู้ดูแล พัฒนา ศูนย์หรือมุมการเรียนรู้ ทำให้ศูนย์หรือมุมการเรียนรู้มีประสิทธิภาภพ บทบาทครูที่สำคัญประการแรก คือ การสังเกตติดตามศึกษา
ความสนใจ ของเด็กช่วยให้เด็กเรียนรู้จากการเล่นในมุมนั้น ๆ ประการที่ 2 ครูต้องเป็นผู้แนะแนวทางการเรียนรู้และพัฒนาเด็ก แหล่งเรียนรู้เป็นแต่เพียงตัวกระตุ้นให้เด็กเล่น เกิดการเล่นอย่างมีจินตนาการเกิดการกระทำอย่างมีความหมาย แต่ครูมีหน้าที่สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้กับเด็ก โดยช่วยให้เด็กรู้สึกสบายที่จะลองผิด ลองถูก โดยปฏิสัมพันธ์ ของการถามครูคำถาม กระตุ้นให้คิดค้นและหาทางใหม่เท่าที่จะเป็นไปได้ เด็กรู้สึกว่ากำลังได้รับการสนับสนุน แนะนำและการยอมรับจากคุณครู (Wright, 1994 : 209) บทบาทของครูปฐมวัยที่สำคัญเกี่ยวกับศูนย์การเรียนรู้ รวมถึงการวางแผน การสังเกต การให้เด็กหมุนเวียนทั่วถึงและการบันทึก ดังนั้นเพื่อให้ศูนย์เป็นแหล่งจูงใจครู ต้องปรับเปลี่ยนศูนย์ให้ดูน่าสนใจทุกสัปดาห์ ถ้าเป็นไปได้ครูควรเชื่อมกิจกรรมประจำวันให้เข้ากับศูนย์หรือมุมการ เรียนรู้ ที่น่ามีเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้เต็มที่ทั้งด้านร่างกาย สังคม อารมณ์ และสติปัญญา ความหมายของศูนย์การเรียนรู้ การเรียนรู้มิได้หมายถึงการรับรู้ข้อมูลแต่การเรียนรู้คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลที่หมายถึงการเปลี่ยน แปลงศักยภาพของพฤติกรรมอย่างถาวรโดยเป็นผลมาจากประสบการณ์ที่ได้รับและประสบการณ์นั้นเป็นเหตุให้เกิด การเปลี่ยนพฤติกรรม ลักษณะองค์ประกอบของศูนย์การเรียนรู้ ศูนย์หรือมุมการเรียนรู้เป็นแหล่งรวมอุปกรณ์ ของเล่น สำหรับเด็กที่เป็นพวกเดียวกันใช้ประโยชน์อย่างเดียวกันเป็นหมวดหมู่ พร้อมให้เด็กใช้เล่นได้ตามความสนใจอย่าง อิสระ การกำหนดชื่อศูนย์หรือมุมการเรียนรู้จะเน้นตามชื่อของอุปกรณ์สิ่งของที่จัดไว้ในศูนย์หรือมุมการเรียนรู้นั้น ได้แก่ มุมหนังสือ เป็นแหล่งรวมหนังสือสำหรับเด็กประเภทต่าง ๆ คล้ายห้องสมุดย่อย มุมไม้บล็อค เป็นแหล่งรวม ไม้บล็อกตัวต่อ ลัง ที่เด็กสามารถนำไปต่อเล่นสนุกหรือต่อเล่นเป็นบ้านสมมติ เป็นต้น มุมบ้านบทบาทสมมติเป็น แหล่งรวมอุปกรณ์ เครื่องเรือน เครื่องครัว เสื้อผ้า เด็กสามารถใช้มุม บ้านเล่นสมมติหรือติ๊งต่างเป็นบุคคลในครอบครัว มุมวิทยาศาสตร์เป็นแหล่งรวมสัตว์ พืช เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก เช่น แว่นขยาย ตะแกรงจับแมลง เป็นต้น มุมดนตรี ปกติมักจะแยกเป็นเอกเทศ เพราะเวลาเล่นเสียงจะรบกวนมุมอื่น ๆ ถ้าอยู่ห้องเดียวกัน อุปกรณ์ใน มุมจะเป็นเครื่องดนตรี เคาะ ดีด สี ตี เป่า ที่เด็กเรียนได้อย่างอิสระ มุมศิลปะเป็นที่สำหรับทำกิจกรรมศิลปะ มีอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น สี พู่กัน ดินน้ำมัน ฯลฯ มุมคณิตศาสตร์ ได้แก่ ตัวเลข การชั่ง การวัด เกมการศึกษาต่าง ๆ การเรียกชื่อศูนย์หรือมุมการเรียนรู้นอกจากจะเรียกชื่อตามชุดอุปกรณ์แล้วเราสามารถตั้งชื่อมุมตามจุดประสงค์ของ การใช้ประโยชน์เพื่อการเรียนรู้ได้ เช่น มุมภาษา มุมศิลปะ มุมสื่อสาร มุมการเคลื่อนไหว เป็นต้น บทบาทของครูใน การใช้ศูนย์การเรียนรู้ ครูจะเป็นผู้จัด ผู้ดูแล พัฒนาศูนย์หรือมุมการเรียนรู้ ทำให้ศูนย์หรือมุมการเรียนรู้มีประสิทธิภาภพ บทบาทครูที่สำคัญประการแรก คือ การสังเกตติดตาม ศึกษาความสนใจของเด็กช่วยให้เด็กเรียนรู้จากการเล่นใน มุมนั้น ๆ ประการที่ 2 ครูต้องเป็นผู้แนะแนวทางการเรียนรู้และพัฒนาเด็ก แหล่งเรียนรู้เป็นแต่เพียงตัวกระตุ้นให้เด็กเล่น เกิดการเล่นอย่างมีจินตนาการเกิดการกระทำอย่างมีความหมาย แต่ครูมีหน้าที่สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้กับเด็ก โดยช่วยให้เด็กรู้สึกสบายที่จะลองผิด ลองถูก โดยปฏิสัมพันธ์ของการถามครูคำถาม กระตุ้นให้คิดค้นและหาทาง ใหม่เท่าที่จะเป็นไปได้ เด็กรู้สึกว่ากำลังได้รับการสนับสนุน แนะนำและการยอมรับจากคุณครู (Wright, 1994 : 209) บทบาทของครูปฐมวัยที่สำคัญเกี่ยวกับศูนย์การเรียนรู้ รวมถึงการวางแผน การสังเกต การให้เด็กหมุนเวียนทั่วถึง และการบันทึก ดังนั้นเพื่อให้ศูนย์เป็นแหล่งจูงใจครูต้องปรับเปลี่ยนศูนย์ให้ดูน่าสนใจทุกสัปดาห์ ถ้าเป็นไปได้ครู ควรเชื่อมกิจกรรมประจำวันให้เข้ากับศูนย์หรือมุมการเรียนรู้ ที่น่ามีเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้เต็มที่ทั้งด้านร่างกาย สังคม อารมณ์ และสติปัญญา |